<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
		>
<channel>
	<title>ความเห็นสำหรับ ฉัตรชัย บุญรัตน์ :  Weblog</title>
	<atom:link href="http://chatchaiboon.wordpress.com/comments/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://chatchaiboon.wordpress.com</link>
	<description>รองประธานกรรมการหอการค้าไทย</description>
	<lastBuildDate>Tue, 25 Dec 2007 03:17:21 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		<item>
		<title>ความเห็นบน Update สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง ธุรกิจไทย ไปรอดหรือไม่รอด ? โดย PTN</title>
		<link>http://chatchaiboon.wordpress.com/2007/08/20/hello-world/#comment-3</link>
		<dc:creator>PTN</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Dec 2007 03:17:21 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">#comment-3</guid>
		<description>อยากให้มีการศึกษา ผลกระทบ ค้าปลึกต่างชาติ โปรดดู อินเดีย เขา serious มาก  เขาจัด National Campaign และเชิญ www.ACORN.org มาให้ข้อมูลเรื่อง ผลกระทบของ Walmart.

http://indiafdiwatch.org/index.php?id=117</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>อยากให้มีการศึกษา ผลกระทบ ค้าปลึกต่างชาติ โปรดดู อินเดีย เขา serious มาก  เขาจัด National Campaign และเชิญ <a href="http://www.ACORN.org" rel="nofollow">http://www.ACORN.org</a> มาให้ข้อมูลเรื่อง ผลกระทบของ Walmart.</p>
<p><a href="http://indiafdiwatch.org/index.php?id=117" rel="nofollow">http://indiafdiwatch.org/index.php?id=117</a></p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>ความเห็นบน Update สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง ธุรกิจไทย ไปรอดหรือไม่รอด ? โดย สมาชิกหอการค้าไทย</title>
		<link>http://chatchaiboon.wordpress.com/2007/08/20/hello-world/#comment-2</link>
		<dc:creator>สมาชิกหอการค้าไทย</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Aug 2007 08:32:01 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">#comment-2</guid>
		<description>เงินบาทแข็งค่า : ส่งออก-นำเข้าใครได้ประโยชน์
   ธุรกิจส่งออกเล็ก ๆ อย่างที่กิจการผมทำอยู่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทฯ ที่เป็นคู่ค้ากันมานาน คงหงายท้องปิดกิจการไปแล้ว ผมเห็นหอการค้ามีสมาชิกมากมาย เคยสำรวจตรวจสอบบ้างไหมว่า หลังวิกฤตค่าเงินแล้ว ยังดำรงคงอยู่สักกี่แห่ง บางที่การมองเหตุปัจจัยเพีบงมุมเดียว ก็เห็นและแก้ด้านเดียว (ได้หน้า ได้ผลงาน) แต่สาเหตุมันมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่นค่าเงินบาท หากมองที่สาเหตุนั้นจะเห็นว่าเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกก่อน เกิดจากการไหลของเงินทุนของประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าคือแถบประเทศเอเชีย จะเห็นว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เข้ามาสู่ประเทศแถบเอเชียเกือบทุกประเทศ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า &quot;ความไม่สมดุลของเงินทุนโลก (Global Imbalance)&quot; และ &quot;การค้าส่วนต่าง (Carry Trade)&quot; นี้คือเหตุผลแรกและปรากฏการณ์นี้จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตหากประเทศแถบเอเชียยังมีอาการ &quot;กระหายดอลลาร์&quot; 
 สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เกิดจากการที่ เรามีเงินดอลลาร์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศมาก เงินดอลลาร์ก้อนที่หนึ่งมาจากดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า + ดุลเงินทุน) จากเดิมที่มีค่าติดลบหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2540 แล้วกลับมาเป็นบวก 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2549 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าจาก 67 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2550 (ตัวเลขคาดการณ์) หรือเงินบาทแข็งค่าขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เงินดอลลาร์ก้อนที่สองมากจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เพิ่มจาก 1,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 เงินดอลลาร์ ก้อนที่สามมาจากเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากต่างประเทศเพิ่มจาก 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสูงกว่าประเทศอื่นๆ เงินก้อนที่สี่จากเงินทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นจาก 400 ล้าน เพิ่มเป็น 9,000 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่รวมเงินทุนที่เข้ามาฝากกินดอกเบี้ยในสถาบันการเงินไทยก่อนหน้านี้ ส่วนเหตุผลอื่นคือการที่ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อ่อนค่าลงอันเนื่องมาจากการที่นักลงทุนไม่อยากถือดอลลาร์เพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการที่สหรัฐฯ เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณ 
เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์จากเหตุผลข้างต้น ย่อมทำให้ราคาสินค้าของไทยที่ขายในตลาดต่างประเทศเดิมที่ขายถูก กลับแพงขึ้น เดิม 1 ดอลลาร์ซื้อสินค้าไทยด้วยราคา 40 บาท เมื่อเงินบาทแพงขึ้นซื้อสินค้าไทยได้น้อยลงหากต้องการจะซื้อให้ได้ปริมาณเท่าเดิมต้องเพิ่มเงินมากขึ้น ท่านผู้อ่านงงหรือเปล่าครับว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นทุกวันแต่ทำไมอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 จึงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 18 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นก็ผิดนะซิ จริงๆ ไม่ผิดครับ เพียงแต่หากเราไปคำนวณในรูปเงินบาทอัตราการขยายตัวจะมีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น 6 เดือนแรกเงินบาทลดลงประมาณ 2 แสนล้านบาท และคาดว่าทั้งปีมูลค่าการส่งออกรูปเงินบาทลดลง 5 แสนล้านบาท มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของปีนี้ ทำไม? เงินบาทแข็งค่าขึ้นเรายังส่งออกได้อยู่ เหตุผลที่สำคัญก็คือผู้ส่งออกไม่กล้าพอที่จะปรับราคาสินค้าส่งออกให้สูงขึ้นเห็นได้จากดัชนีราคาส่งออกของธนาคารแห่งประเทศพบว่ายังไม่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะเกรงว่าจะขายของไม่ได้ จึงยังคงอั้นราคาเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์ ในขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็ก ซึ่งเหตุผลที่สำคัญเพราะผู้ประกอบการรายเล็กคงไม่สามารถตั้งราคาขายเท่าปีที่ผ่านมาได้ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่จะกระทบหนักสุดคือกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น กลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้า และอัญมณี 
           กลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาทเพราะราคาสินค้าที่นำเข้ามาจะถูกลง ผมคิดว่าอาจจะไม่ทั้งหมด ต้องแยกพิจารณาออกเป็นกลุ่มสินค้าที่นำเข้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเภทที่ต้องการจะเปลี่ยนเครื่องจักรและเครื่องมือ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเสียที แต่กลุ่มที่สองที่ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศก็ใช่ว่าจะได้ประโยชน์เพราะหากนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาเก็บไว้นานๆ ในขณะที่ค่าเงินยังแข็งต่อเนื่อง ผมคิดว่าผู้ประกอบการที่เป็น SMEs คงไม่กล้าพอที่จะนำวัตถุดิบมาตุนไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะยังขายในตลาดต่างประเทศได้อยู่ และความเสี่ยงอีกอย่างก็คือ SMEs ไทยเป็นประเภท &quot;รับจ้างการผลิต&quot; ไม่แน่ใจว่าออเดอร์จะมีในอนาคตหรือไม่ เพราะผู้ซื้อสามารถหาสินค้าราคาถูกกว่าจากประเทศคู่แข่งอย่างไรก็ตาม 
           การนำเข้าสินค้าที่หลายสำนักคาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นในปีนี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่นำสินค้าเข้ามาเก็บไว้ การที่นำวัตถุดิบราคาถูกกว่าจากต่างประเทศเข้ามากขึ้นนี้ &quot;ใช่ว่าจะดีเสมอไป&quot; แต่ทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นคมหอกที่กลับมาทิ่มตำผู้ผลิตวัตถุดิบของไทยที่ไม่สามารถแข่งขันที่ราคาถูกได้ แล้วผู้ประกอบการไทยต้องทำตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ก่อนอื่น ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเลิกหวังกับการทำธุรกิจบนพื้นฐานของค่าเงินที่อ่อนตัว คิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่เงินบาทไทยจะอ่อนค่า   (เว้นแต่ทางการเข้าแทรกแซง) ผู้ประกอบการใดที่พอมีกำลังทางการเงิน ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องมองประเทศใกล้บ้านเราอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในหลายๆ เรื่อง ทั้งแรงงาน วัตถุดิบ ค่าเงินที่ไม่แข็งค่า และที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศเหล่านี้ยังได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) อยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเรื่องของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนผู้ประกอบที่ไม่แข็งแรงมากพอ ต้องมานั่งคิดว่าจะลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง แต่ไม่ว่าผู้ประกอบการกรณีใดก็ตาม คงไม่สามารถจะก้าวข้ามรั้วเงินบาทไปได้หากปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐฯ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เงินบาทแข็งค่า : ส่งออก-นำเข้าใครได้ประโยชน์<br />
   ธุรกิจส่งออกเล็ก ๆ อย่างที่กิจการผมทำอยู่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทฯ ที่เป็นคู่ค้ากันมานาน คงหงายท้องปิดกิจการไปแล้ว ผมเห็นหอการค้ามีสมาชิกมากมาย เคยสำรวจตรวจสอบบ้างไหมว่า หลังวิกฤตค่าเงินแล้ว ยังดำรงคงอยู่สักกี่แห่ง บางที่การมองเหตุปัจจัยเพีบงมุมเดียว ก็เห็นและแก้ด้านเดียว (ได้หน้า ได้ผลงาน) แต่สาเหตุมันมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่นค่าเงินบาท หากมองที่สาเหตุนั้นจะเห็นว่าเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกก่อน เกิดจากการไหลของเงินทุนของประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าคือแถบประเทศเอเชีย จะเห็นว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เข้ามาสู่ประเทศแถบเอเชียเกือบทุกประเทศ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า &#8220;ความไม่สมดุลของเงินทุนโลก (Global Imbalance)&#8221; และ &#8220;การค้าส่วนต่าง (Carry Trade)&#8221; นี้คือเหตุผลแรกและปรากฏการณ์นี้จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตหากประเทศแถบเอเชียยังมีอาการ &#8220;กระหายดอลลาร์&#8221;<br />
 สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เกิดจากการที่ เรามีเงินดอลลาร์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศมาก เงินดอลลาร์ก้อนที่หนึ่งมาจากดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า + ดุลเงินทุน) จากเดิมที่มีค่าติดลบหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2540 แล้วกลับมาเป็นบวก 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2549 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าจาก 67 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2550 (ตัวเลขคาดการณ์) หรือเงินบาทแข็งค่าขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เงินดอลลาร์ก้อนที่สองมากจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เพิ่มจาก 1,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 เงินดอลลาร์ ก้อนที่สามมาจากเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากต่างประเทศเพิ่มจาก 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสูงกว่าประเทศอื่นๆ เงินก้อนที่สี่จากเงินทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นจาก 400 ล้าน เพิ่มเป็น 9,000 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่รวมเงินทุนที่เข้ามาฝากกินดอกเบี้ยในสถาบันการเงินไทยก่อนหน้านี้ ส่วนเหตุผลอื่นคือการที่ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อ่อนค่าลงอันเนื่องมาจากการที่นักลงทุนไม่อยากถือดอลลาร์เพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการที่สหรัฐฯ เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณ<br />
เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์จากเหตุผลข้างต้น ย่อมทำให้ราคาสินค้าของไทยที่ขายในตลาดต่างประเทศเดิมที่ขายถูก กลับแพงขึ้น เดิม 1 ดอลลาร์ซื้อสินค้าไทยด้วยราคา 40 บาท เมื่อเงินบาทแพงขึ้นซื้อสินค้าไทยได้น้อยลงหากต้องการจะซื้อให้ได้ปริมาณเท่าเดิมต้องเพิ่มเงินมากขึ้น ท่านผู้อ่านงงหรือเปล่าครับว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นทุกวันแต่ทำไมอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 จึงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 18 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นก็ผิดนะซิ จริงๆ ไม่ผิดครับ เพียงแต่หากเราไปคำนวณในรูปเงินบาทอัตราการขยายตัวจะมีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น 6 เดือนแรกเงินบาทลดลงประมาณ 2 แสนล้านบาท และคาดว่าทั้งปีมูลค่าการส่งออกรูปเงินบาทลดลง 5 แสนล้านบาท มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของปีนี้ ทำไม? เงินบาทแข็งค่าขึ้นเรายังส่งออกได้อยู่ เหตุผลที่สำคัญก็คือผู้ส่งออกไม่กล้าพอที่จะปรับราคาสินค้าส่งออกให้สูงขึ้นเห็นได้จากดัชนีราคาส่งออกของธนาคารแห่งประเทศพบว่ายังไม่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะเกรงว่าจะขายของไม่ได้ จึงยังคงอั้นราคาเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์ ในขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็ก ซึ่งเหตุผลที่สำคัญเพราะผู้ประกอบการรายเล็กคงไม่สามารถตั้งราคาขายเท่าปีที่ผ่านมาได้ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่จะกระทบหนักสุดคือกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น กลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้า และอัญมณี<br />
           กลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาทเพราะราคาสินค้าที่นำเข้ามาจะถูกลง ผมคิดว่าอาจจะไม่ทั้งหมด ต้องแยกพิจารณาออกเป็นกลุ่มสินค้าที่นำเข้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเภทที่ต้องการจะเปลี่ยนเครื่องจักรและเครื่องมือ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเสียที แต่กลุ่มที่สองที่ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศก็ใช่ว่าจะได้ประโยชน์เพราะหากนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาเก็บไว้นานๆ ในขณะที่ค่าเงินยังแข็งต่อเนื่อง ผมคิดว่าผู้ประกอบการที่เป็น SMEs คงไม่กล้าพอที่จะนำวัตถุดิบมาตุนไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะยังขายในตลาดต่างประเทศได้อยู่ และความเสี่ยงอีกอย่างก็คือ SMEs ไทยเป็นประเภท &#8220;รับจ้างการผลิต&#8221; ไม่แน่ใจว่าออเดอร์จะมีในอนาคตหรือไม่ เพราะผู้ซื้อสามารถหาสินค้าราคาถูกกว่าจากประเทศคู่แข่งอย่างไรก็ตาม<br />
           การนำเข้าสินค้าที่หลายสำนักคาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นในปีนี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่นำสินค้าเข้ามาเก็บไว้ การที่นำวัตถุดิบราคาถูกกว่าจากต่างประเทศเข้ามากขึ้นนี้ &#8220;ใช่ว่าจะดีเสมอไป&#8221; แต่ทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นคมหอกที่กลับมาทิ่มตำผู้ผลิตวัตถุดิบของไทยที่ไม่สามารถแข่งขันที่ราคาถูกได้ แล้วผู้ประกอบการไทยต้องทำตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ก่อนอื่น ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเลิกหวังกับการทำธุรกิจบนพื้นฐานของค่าเงินที่อ่อนตัว คิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่เงินบาทไทยจะอ่อนค่า   (เว้นแต่ทางการเข้าแทรกแซง) ผู้ประกอบการใดที่พอมีกำลังทางการเงิน ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องมองประเทศใกล้บ้านเราอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในหลายๆ เรื่อง ทั้งแรงงาน วัตถุดิบ ค่าเงินที่ไม่แข็งค่า และที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศเหล่านี้ยังได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) อยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเรื่องของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนผู้ประกอบที่ไม่แข็งแรงมากพอ ต้องมานั่งคิดว่าจะลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง แต่ไม่ว่าผู้ประกอบการกรณีใดก็ตาม คงไม่สามารถจะก้าวข้ามรั้วเงินบาทไปได้หากปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐฯ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>ความเห็นบน Update สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง ธุรกิจไทย ไปรอดหรือไม่รอด ? โดย Mr WordPress</title>
		<link>http://chatchaiboon.wordpress.com/2007/08/20/hello-world/#comment-1</link>
		<dc:creator>Mr WordPress</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Aug 2007 07:40:53 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">#comment-1</guid>
		<description>Hi, this is a comment.&lt;br /&gt;To delete a comment, just log in, and view the posts&#039; comments, there you will have the option to edit or delete them.</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>Hi, this is a comment.<br />To delete a comment, just log in, and view the posts&#8217; comments, there you will have the option to edit or delete them.</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>
