BLOG TALK

คุณฉัตรชัย บุญรัตน์
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
ประธานกรรมการ บริษัทมาลีสามพราน จำกัด(มหาชน)
พูดถึงผลกระทบโดยทั่วไปของสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งตัว ในรายการ คิดลึกกับหอการค้า
ออกอากาศทางทรู วิชั่นส์ 28 เมื่อวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา
สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็ง แล้วธุรกิจไทย จะไปรอดหรือไม่รอด ?
งแต่ปลายปีที่แล้ว เงินบาทอยู่ที่ประมาณ 40 บาท แล้วก็ลงมาแตะที่ 33-36 บาท ซึ่งในขณะนั้น ทางหอการค้าไทยได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะว่ามามาค้าขายแล้วขาดทุน หอการค้าไทยได้ดำเนินเรื่องเสนอเรื่องแก่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งธนาคารแห่งชาติ ซึ่งได้บอกว่า ได้มีมาตรการที่ครอบคลุมที่เพียงพอแล้ว โดยกำหนดอัตราแลกเปลียนที่ 30 % ถ้าจะนำเงินเข้ามาในประเทศ ซึ่งทำให้สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ในระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว (กรกฎาคม) จาก 36 บาท ลงมาจนกระทั่งเหลือ 32 บาท อันนี้เดือดร้อนกันมาก แต่เราคงไม่โยนทุกปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับการแข็งค่าของเงินบาท แต่ผมอยากจะบอกว่า การแข็งค่าของเงินบาท เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ธุรกิจบางประเภท บางบริษัท ไม่สามารถยืนอยู่ได้
เนื่องจากว่า เรามีการส่งออก ทำให้เราสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาได้จาการค้าขาย อีกส่วนหนึ่งก็คือ มีเงินตราต่างประเทศเข้ามาในตลาดหุ้นของเรามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการลงทุนเข้ามาในประเทศมากขึ้น ทำให้มีเงินดอลล่าร์เข้ามาในประเทศมากขึ้น แต่ว่ากฏเกณฑ์ในการควบคุมปฏิวัติเงินตรายังใช้กฏเกณฑ์ในสมัยก่อน ซึ่งค่าเงินบาทมันอ่อน เพราะฉะนั้น ก็จะพยายามไม่ให้คนนำเงินดอลล่าร์ออกนอกประเทศ ตอนนี้มันเกิดการย้อนศรกัน แต่ว่ากฏเกณฑ์ยังเป็นกฏเกณฑ์อันเก่า พอ Supply ของเงินดอลล่าร์มันมาก แต่ว่าไม่สามารถจะนำดอลล่าร์ไปใช้ได้นั้น มันก็เลยทำให้ค่าเงินบาทแข็ง สิ่งที่หอการค้าไทย กังวลมากทีสุดก็คือ ทางแบงค์ชาติมองปัญหาที่ผ่านมาในมุมที่กว้างเกินไป ฉะนั้นในมุมเล็กๆรายละเอียดปลีกย่อยก็จะไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งสิ่งที่เราพยายามจะชี้ให้เห็นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็คือว่ามันเกิดความเดือดร้อนขึ้นจริงๆในระดับ Macro ในระดับ Macro ดูเหมือนว่าจะดี เพราะดูภาพของมูลค่าการส่งออกมันเพิ่มขึ้น 18 % กว่าๆแต่ว่าตอนนี้มันเหลือ 12% ในเชิงของดอลล่าร์ แต่พอแปลงมาเป็นค่าเงินบาทมันก็เลยมีมูลค่าที่น้อยลง ทำให้วงจรเศรษฐกิจมันแคบลง ความเดือดร้อนตรงนี้แน่นอนว่า ธุรกิจที่มีความต้านทานน้อย ก็จะมีความรู้สึกไวกว่าธุรกิจที่มีความต้านทานมาก แต่ถ้าเหตุการณ์ค่าเงินบาทเกิดในระยะสั้นๆ ก็จะไม่เป็นอะไรมาก ยังพออยู่ได้ ถือว่าเป็น Investment เพราะไปได้ Market Share จากบริษัทเล็กๆ ในขณะที่บริษัทเล็กๆ ก็จะถูกเบียดตกเวทีไป ทีนี้ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในระยะยาวๆ บริษัทใหญ่ๆก็อาจจะอยู่ไม่ไหวเหมือนกัน
สิงหาคม 20, 2007 ที่ 7:40 am
Hi, this is a comment.
To delete a comment, just log in, and view the posts’ comments, there you will have the option to edit or delete them.
สิงหาคม 29, 2007 ที่ 8:32 am
เงินบาทแข็งค่า : ส่งออก-นำเข้าใครได้ประโยชน์
ธุรกิจส่งออกเล็ก ๆ อย่างที่กิจการผมทำอยู่ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทฯ ที่เป็นคู่ค้ากันมานาน คงหงายท้องปิดกิจการไปแล้ว ผมเห็นหอการค้ามีสมาชิกมากมาย เคยสำรวจตรวจสอบบ้างไหมว่า หลังวิกฤตค่าเงินแล้ว ยังดำรงคงอยู่สักกี่แห่ง บางที่การมองเหตุปัจจัยเพีบงมุมเดียว ก็เห็นและแก้ด้านเดียว (ได้หน้า ได้ผลงาน) แต่สาเหตุมันมาจากหลายปัจจัย อย่างเช่นค่าเงินบาท หากมองที่สาเหตุนั้นจะเห็นว่าเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกก่อน เกิดจากการไหลของเงินทุนของประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการหาผลตอบแทนที่ดีกว่าคือแถบประเทศเอเชีย จะเห็นว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เข้ามาสู่ประเทศแถบเอเชียเกือบทุกประเทศ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความไม่สมดุลของเงินทุนโลก (Global Imbalance)” และ “การค้าส่วนต่าง (Carry Trade)” นี้คือเหตุผลแรกและปรากฏการณ์นี้จะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตหากประเทศแถบเอเชียยังมีอาการ “กระหายดอลลาร์”
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เกิดจากการที่ เรามีเงินดอลลาร์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศมาก เงินดอลลาร์ก้อนที่หนึ่งมาจากดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า + ดุลเงินทุน) จากเดิมที่มีค่าติดลบหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2540 แล้วกลับมาเป็นบวก 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2549 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าจาก 67 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2550 (ตัวเลขคาดการณ์) หรือเงินบาทแข็งค่าขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ เงินดอลลาร์ก้อนที่สองมากจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เพิ่มจาก 1,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 เงินดอลลาร์ ก้อนที่สามมาจากเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากต่างประเทศเพิ่มจาก 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2541 เป็น 5,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2549 ด้วยเหตุผลที่ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสูงกว่าประเทศอื่นๆ เงินก้อนที่สี่จากเงินทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นจาก 400 ล้าน เพิ่มเป็น 9,000 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่รวมเงินทุนที่เข้ามาฝากกินดอกเบี้ยในสถาบันการเงินไทยก่อนหน้านี้ ส่วนเหตุผลอื่นคือการที่ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อ่อนค่าลงอันเนื่องมาจากการที่นักลงทุนไม่อยากถือดอลลาร์เพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากการที่สหรัฐฯ เกิดปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณ
เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์จากเหตุผลข้างต้น ย่อมทำให้ราคาสินค้าของไทยที่ขายในตลาดต่างประเทศเดิมที่ขายถูก กลับแพงขึ้น เดิม 1 ดอลลาร์ซื้อสินค้าไทยด้วยราคา 40 บาท เมื่อเงินบาทแพงขึ้นซื้อสินค้าไทยได้น้อยลงหากต้องการจะซื้อให้ได้ปริมาณเท่าเดิมต้องเพิ่มเงินมากขึ้น ท่านผู้อ่านงงหรือเปล่าครับว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นทุกวันแต่ทำไมอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 จึงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 18 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นก็ผิดนะซิ จริงๆ ไม่ผิดครับ เพียงแต่หากเราไปคำนวณในรูปเงินบาทอัตราการขยายตัวจะมีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น 6 เดือนแรกเงินบาทลดลงประมาณ 2 แสนล้านบาท และคาดว่าทั้งปีมูลค่าการส่งออกรูปเงินบาทลดลง 5 แสนล้านบาท มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นของปีนี้ ทำไม? เงินบาทแข็งค่าขึ้นเรายังส่งออกได้อยู่ เหตุผลที่สำคัญก็คือผู้ส่งออกไม่กล้าพอที่จะปรับราคาสินค้าส่งออกให้สูงขึ้นเห็นได้จากดัชนีราคาส่งออกของธนาคารแห่งประเทศพบว่ายังไม่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะเกรงว่าจะขายของไม่ได้ จึงยังคงอั้นราคาเดิมเหมือนปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์ ในขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็ก ซึ่งเหตุผลที่สำคัญเพราะผู้ประกอบการรายเล็กคงไม่สามารถตั้งราคาขายเท่าปีที่ผ่านมาได้ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่จะกระทบหนักสุดคือกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เช่น กลุ่มอาหาร สิ่งทอ รองเท้า และอัญมณี
กลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาทเพราะราคาสินค้าที่นำเข้ามาจะถูกลง ผมคิดว่าอาจจะไม่ทั้งหมด ต้องแยกพิจารณาออกเป็นกลุ่มสินค้าที่นำเข้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเภทที่ต้องการจะเปลี่ยนเครื่องจักรและเครื่องมือ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเสียที แต่กลุ่มที่สองที่ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศก็ใช่ว่าจะได้ประโยชน์เพราะหากนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาเก็บไว้นานๆ ในขณะที่ค่าเงินยังแข็งต่อเนื่อง ผมคิดว่าผู้ประกอบการที่เป็น SMEs คงไม่กล้าพอที่จะนำวัตถุดิบมาตุนไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะยังขายในตลาดต่างประเทศได้อยู่ และความเสี่ยงอีกอย่างก็คือ SMEs ไทยเป็นประเภท “รับจ้างการผลิต” ไม่แน่ใจว่าออเดอร์จะมีในอนาคตหรือไม่ เพราะผู้ซื้อสามารถหาสินค้าราคาถูกกว่าจากประเทศคู่แข่งอย่างไรก็ตาม
การนำเข้าสินค้าที่หลายสำนักคาดว่าจะมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นในปีนี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่นำสินค้าเข้ามาเก็บไว้ การที่นำวัตถุดิบราคาถูกกว่าจากต่างประเทศเข้ามากขึ้นนี้ “ใช่ว่าจะดีเสมอไป” แต่ทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นคมหอกที่กลับมาทิ่มตำผู้ผลิตวัตถุดิบของไทยที่ไม่สามารถแข่งขันที่ราคาถูกได้ แล้วผู้ประกอบการไทยต้องทำตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ก่อนอื่น ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเลิกหวังกับการทำธุรกิจบนพื้นฐานของค่าเงินที่อ่อนตัว คิดว่าคงเป็นเรื่องยากที่เงินบาทไทยจะอ่อนค่า (เว้นแต่ทางการเข้าแทรกแซง) ผู้ประกอบการใดที่พอมีกำลังทางการเงิน ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องมองประเทศใกล้บ้านเราอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในหลายๆ เรื่อง ทั้งแรงงาน วัตถุดิบ ค่าเงินที่ไม่แข็งค่า และที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศเหล่านี้ยังได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) อยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องคิดเรื่องของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนผู้ประกอบที่ไม่แข็งแรงมากพอ ต้องมานั่งคิดว่าจะลดต้นทุนตรงไหนได้บ้าง แต่ไม่ว่าผู้ประกอบการกรณีใดก็ตาม คงไม่สามารถจะก้าวข้ามรั้วเงินบาทไปได้หากปราศจากการสนับสนุนจากภาครัฐฯ
ธันวาคม 25, 2007 ที่ 3:17 am
อยากให้มีการศึกษา ผลกระทบ ค้าปลึกต่างชาติ โปรดดู อินเดีย เขา serious มาก เขาจัด National Campaign และเชิญ http://www.ACORN.org มาให้ข้อมูลเรื่อง ผลกระทบของ Walmart.
http://indiafdiwatch.org/index.php?id=117